ผมเคยมาเชียงคานครั้งแรกในวัยที่ยังซุกซน
ความซุกซนทำให้ความทรงจำบางส่วนเกี่ยวกับเชียงคาน
หล่นหายไว้ที่ไหนซักแห่งระหว่างช่วงเวลาของชีวิตที่เติบโตขึ้นมา
ในตอนนั้นผมรู้สึกสนุกและมีความสุขกับที่นี่มาก
แม้ในตอนนี้ผมแทบจะไม่เหลือภาพอะไรเกี่ยวกับเชียงคานในหัวเลย
แต่การมาเชียงคานครั้งนี้ไม่ได้มีเหตุผลอะไรซับซ้อนขนาดนั้น
แค่พอดีมีวันหยุดสะดุดเข้าอ้อมแขนโดยบังเอิญ
 
...
 
แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวอะไร
แต่กับฤดูหนาวๆแบบนี้
การไม่จองตั๋วรถทัวร์เอาไว้ล่วงหน้า จัดเป็นความเสี่ยง
(การลงทุนมีึความเสียงฉันใด การเดินทางในฤดูท่องเที่ยวก็เสี่ยงไม่แพ้กันฉันนั้น)
นั่นทำให้ผมพลาดรถทัวร์รอบทุ่มเศษๆ เพราะที่นั่งเต็มไปตั้งแต่หัววันแล้ว
แต่โชคดี ที่ผมยังคว้าตั๋วใบสุดท้ายของรถทัวร์รอบถัดไปมาได้
แต่นั่นทำให้ผมอาจต้องพลาดการตักบาตรข้าวเหนียวยามเช้าที่เชียงคาน
 
...
 
ผมมาถึงเชียงคานในตอนเช้าที่หมอกยังคงหนาจัด
นักท่องเที่ยวเยอะแต่ไม่ถึงกับแยะ บ้างเดินเล่น บ้างปั่นจักรยานชมวิว
ผมให้ความสนใจไปที่แม่น้ำโขงเป็นที่แรก ที่ๆผมจำได้ว่าเคยชอบมายืนดู
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดไปมาก จนเห็นเกาะกลางแม่น้ำหลายจุด
อีกฝั่งของแม่น้ำโขงปรากฏภาพลางๆของประเทศลาวที่ตอนนี้ถูกบดบังด้วยสายหมอก
ผมเดินเล่นลัดเลาะไปเรื่อยๆจนสุดเส้นทาง
ก่อนกลับมาเดินชมบ้านเรือนแบบเก่าๆ และหามื้อเช้าใส่ท้องให้พอมีแรง
ตั้งใจว่ามาที่เชียงคานต้องจัด ไข่กระทะ ไม่ก็ข้าวเปียกเส้นลงท้องซักมื้อให้ได้
แต่ไปๆมาๆ ก็ได้ทั้้งสองอย่างมาอยู่ในกระเพาะเรียบร้อย(นี่ตั้งใจกินแค่ให้พอมีแรงนะเนี่ย - -)
ออกจากร้านมาพร้อมกับหมอกที่บางลง และทัศนวิสัยที่ชัดเจนขึ้น
ได้มองความสวยงามของบ้านเก่าๆแบบเต็มตา
เห็นแล้วก็อิ่มใจ
 
...
 
แม่ค้ารถเข็นแอบบ่นว่า อยากเปิดร้านเหล้าเล็กๆซักร้าน
ป้าข้างๆก็แย้งขึ้นมาว่า เค้า(จนท)ห้ามเปิดร้านเหล้าไม่ใช่หรอ?
แล้วจากนั้นก็กลายเป็นบทสนทนาที่ว่า เปิดได้ หรือไม่ได้ กันแน่
ผมที่นั่งฟังใกล้ๆ(ไม่ได้สอดรู้สอดเห็นน้าา มันลอยมาตามลม :P)
ก็เพิ่งสังเกตุว่าในถนนคนเดินไม่มีร้านเหล้าเคล้าเสียงดนตรีเลยจริงๆ
บางคนบอกว่าเฉพาะในเขตถนนคนเดินเท้านั้นที่ห้ามเปิดร้านเหล้ายาปาปิ้ง
ส่วนรอบนอกน่ะไม่เป็นไร
 
...
 
การมาเดินเล่นในเชียงคานเหมือนได้ย้อนวันวานกลับไปในวัยเด็ก
ได้เห็นหลายๆสิ่งที่วัยเด็กคุ้นเคย
อย่างบ้านไม้เก่าๆ ที่ทำให้นึกถึง บ้านไม้ของคุณตาและย่า(แถมเจ้าของบ้านที่เปิดเป็นเกสเฮ้าส์ยังดูรุ่นราวคราวเดียวกันอีก)
ร้านค้าหรือเกสเฮ้าส์หลายๆแห่งต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าข้างใน เหมือนการถอดรองก่อนขึ้นบ้าน
หรือแม่น้ำโขง ก็คงใ้ห้ความรู้สึกแบบสระน้ำหรือคลองแถวบ้าน (เ่อ่อ..แต่อย่าไปกระโดดน้ำโขงเข้าล่ะ)
เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่าก็สร้างความสุขให้ได้แล้ว
เป็นความสุขเล็กๆจากการผสมของเรื่องน้อยๆ
 
...
 
นอกจากความเป็นเมืองอันแสนสงบและดั้งเดิมแล้ว
บ้านไม้เก่าๆก็เป็นที่เล่าขานจากผู้ไปมาก่อน
ผมไม่รู้ว่าที่เชียงคานมีกฎเรื่องผังเมืองหรือภูมิทัศหรือเปล่า
แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนรู้จุดเด่นของอันเป็นเสน่ของบ้านไม้จนกลายเป็นจุดขายของที่นี่ดี
เกสเฮ้าส์หลายๆหลังทั้งใหม่ทั้งเก่าจึงพยายามรักษาจุดนี้ไว้
เกสเฮ้าส์หลายหลังที่ปลูกใหม่จึงเลือกวัสดุที่เลียนแบบลายไม้ธรรมชาติ
แม้มันจะไม่ค่อยเหมือนซักเท่าไหร่(สีมันแจ๊ดดดไปมั๊ย)
แต่ก็ถือช่วยให้ไม่แปลกแยกมากนัก
 
...
 
พระอาทิตย์เพิ่มอุณหภูมิ เหมือนจะบอกว่าใกล้เที่ยงแล้ว
ตอนนี้ผู้คนหายไปไหนกันหมด ผิดกับเมื่อเช้ามาก
หรือว่าร้อนแดดจึงหลบอยู่ในที่พักกันซะหมด
ผมเดินมาหลบร้อนที่สวนสาธารณะตรงข้ามกับโรงเรียน
เห็นที่ทำการบัตรผ่านแดนเพื่อข้ามไปฝั่งลาว
แอบยิ้มในใจ ว่าน่าจะลองข้ามไปเที่ยวฝั่งลาวดู
หลังจากเข้าไปถามได้ความว่าต้องใช้รูปถ่ายด้วย
เป็นอันว่าจบกัน
 
...
 
ช่วงนี้มีกระแสการสร้างเขื่อนไซยะบุรีที่ประเทศลาว
จึงมีบทความเกี่ยวกับผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นหลังจากเขื่อนสร้างเสร็จ
"แก่งคุดคู้" คือหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่จะหายไป
ข้อเืท็จจริงเป็นอย่างไรอันนี้ไม่รู้
แต่ที่รู้ๆตอนนี้ขอไปดูมันก่อนดีกว่า
ว่าแล้วก็เช่าจักรยาน แล้วปั่นไป
 
...
 
แก่งคุ้ดคู้อยู่ห่างจากเชียงคานได้ซักสามกิโลเมตร
ปั่นจักรยานเพลินๆไม่นานก็ถึง
แก่งคุดคู้มีลักษะืพื้นที่เกิดจากการลดระดับของน้ำในแม่น้ำโขงจันเกิดเป็เกาะขนาดกว้างพอประมาณ
พื้นส่วนใหญ่เป็นก้อนหินกรวดและทราย
ให้ความรู้สึกเหมือนชายหาดเหมือนกัน
อากาศร้อนมากซะจนอยากจะกระโจนลงไปเล่นน้ำให้รู้แล้วรู้แรดไปเลย
ที่นี่ยังมีของฝากขึ้นให้ได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน
โดยเฉพาะสินค้าขึ้นชื่ออย่างมะพร้าวแก้วด้วย
 
...
 
ขากลับยังปั่นได้ชิวอารมเหมือนเดิม
เพราะแดดที่ร้อนแรงลดความรุนแรงลงไปเยอะ
ก่อนจะกลับมาถึงในช่วงสี่โมงเย็น
ที่ตอนนี้คนกลับมาคึกคักและดูจะมากกว่าตอนเช้า
ร้านค้าหลายร้านออกมาตั้งแผงขายของ
ยิ่งเย็น อากาศก็ยิ่งเย็น คนก็ยิงคึกคักมากขึ้น
ดูแล้วมีชีวิตชีวา
 
...
 
สำหรับผม
การได้กลับไปยังที่ๆเคยไปในอดีตอีกครั้ง
ก็คงเหมือนการได้ดูหนังเก่าๆซักเรื่อง
ที่บางครั้งแม้จะจำเนื้อหาต่างๆภายในเรื่องไม่ได้เลย
แต่เราก็ยังบอกได้ว่าตอนนั้นชอบหรือไม่ชอบอย่างไร
การมาเชียงคานครั้งนี้ก็เหมือนการได้ดูหนังเรื่องที่เคยประทับใจในอดีต
อาจจะประทับใจมากขึ้น หรือน้อยลงคงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่หากเรายังคงเปิดใจ ไม่ยึดติดกับภาพเดิม
แล้วมองด้วยสายตาที่โตขึ้นเหมือนกับประสบการณ์ชีวิต
ผมว่าเราน่าจะเห็นอะไรบางอย่างที่ในอดีตเรามองข้ามหรืออาจไม่เคยมองเห็นมันก็ได้
บางอย่างที่ช่วยสร้างความทรงจำใหม่ๆและความรู้สึกดีๆ
 
...
 
ผมว่าความสุขเป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมด
เช่นเดียวกับความทุกข์
แต่หากรู้จักมองเรื่องเล็กๆให้กลายเป็นความสุขได้
นั่นก็เท่ากับเราลดโอกาสที่จะมองเห็นความทุกข์ลงไปด้วยเช่นกัน
 
...
 
 
 
'เลย' ไปเป็น 'ลาว'
 
 
บ้านน้องอยู่ฝั่งคะโน้น บ้านพี่อยู่ฝั่งคะนี้
 
 
ขออ้าแขนรับเลยแล้วกัน
 
 
หลังอาน

 
ไปแบบไหนดีน๊าาา?
 
 
ขนาดป้ายยังแนะนำให้มาเป็นคู่เลย
 
 
นักเดินทางที่'โดดเดี่ยว'  มักคู่กับภาพถ่ายที่'เดียวดาย'
 
 
ลุยสวน
 
 
ชายกลาง(น้ำ)

 
จริงๆต้องอ่านว่า "บ้านยายมาร์ค"
แต่คนที่เรียกแบบนี้มีแต่ daddy เท่านั้นแหละ
(ขอเกาะกระแสนิดนึง :D)
 
นิยมของไทย เลือกนิยมไทย
 
 
ป้ายเค้าให้อ่านว่า กม(กลม)
 
 
ถ้าไม่ห้าม มีเปียก!
 
 

ดริฟ ดริฟ ดริฟ
 
 
ยามเย็น อากาศก็ยังเย็น
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ตั้งเป้าจะไปเชียงคานตั้งแต่ยังไม่บูม...จนบูม 
จนวันนี้ยังไม่ได้ไปเลย...ความคิดนี้ผ่านมาเนิ่นนานหลายปีมาก
คงต้องไป...Hot! Hot! Hot! confused smile

#5 By Ruj Rattanapahu on 2013-05-06 15:07

@nirankas ขอบคุณงับ ห้าๆๆ confused smile
@optimistic ครั้งเดียวไม่เคยพอ double wink
@piyanar ใช่ครับ บ้านไม้นี่น่าหลงไหลสุดๆแล้ว confused smile
ส่วนที่ปายตอนนี้บาร์เยอะมาก ฝรั่งเยอะยิ่งกว่า confused smile

#4 By ผ้าใบลุยสวน on 2013-05-06 01:27

อยู่้บ้านไม้ตั้งกะเกิด
เห็นภาพนี้ชินตาบ้านสามีกะเรือนแถวไม้
บ้านไม้ตุ๊กแกเยอะมาก
เวลาเข้าห้องน้ำลุ้นตลอดจะเจอไหม
ตอนนี้ห่วงว่า เชียงคาน
จะหมดเสหน่แบบ อ.ปายเพราะนักท่องเที่ยว

#3 By ปิยะ99 on 2013-04-30 16:25

คิดถึงเชียงคานbig smile

#2 By puppy on 2013-04-30 15:50

ถูกใจภาพชายกลาง
( Hot! Hot! )
กลางจริงๆ

#1 By Nirankas on 2013-04-30 07:06