#54 แพ้ให้ชนะ

posted on 04 Aug 2013 03:30 by smileyfootprint in Idea directory Idea
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยได้มีเวลาเข้าโรงหนังซักเท่าไร
จะเรียกว่าผมติดเพื่อนมากกว่าติดตัวหนังก็ว่าได้
หนัังบางเรื่องรู้สึกอยากดู แต่หากไม่มีใครไปดูด้วยก็พาลไม่อยากไปดูขึ้นมาซะอย่างนั้น
ช่วงหลังๆนี้ผมเลยชอบไปค้นคลังหนังเก่าๆ
ตามเว็บที่เกี่ยวกับหนังบ้าง
บางครั้งก็ค้นตามกระทู้แนะนำใน pantip บ้าง
เผื่อจะเจอหนังที่ตัวเองรู้สึกว่า เสียดายตายเลยถ้าไม่ได้ดู!
บางวันก็ได้ดูมากกว่าสองเรื่อง (เหมือนจะว่างเนอะ - -)
ทำให้รู้ว่าจริงๆแล้วเราก็ชอบหนังหลายๆแนวเหมือนกัน
โดยเฉพาะหนังแนวหักมุมอย่างมีชั้นเิชิง
หรือไม่ก็หนังที่ใส่ใจในลายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
หรือหนังที่กระแสไม่แรง(หนังบางเรื่องได้รับรางวัลมากมาย แต่กับมาเป็นหนังไร้กระแสในเมืองไทย น่าเสียดาย)แต่เนื้อหาดีให้ความหมายผมก็ชอบ และรู้สึกชอบมากด้วย
จนบางทีต้องไปเดินหาตามร้าน dvd เพื่อซื้อเอามาเก็บไว้
อย่างหนังเรื่องล่าสุดที่ได้ดูแล้วรู้สึกชอบคือ The big year
เป็นหนังที่เกี่ยวกับการแข่งปีทอง(ไม่ได้หมายถึงแข่งกันแก่นะ)
แต่เป็นการแข่งขันดูนก ที่มีกติกาง่ายๆคือแ่ข่งกันดูนกหายากให้ได้มากที่สุดภายในเวลาหนึ่งปี
โดยหนุ่มออฟฟิตอย่าง แฮรีส ที่ชนิดทุ่มหมดตัว(หมดทั้งเงินด้วย)
เพื่อหวังจะทำลายสถิติแชมป์เก่าอย่าง บอสติค
ตอนหลัง  แฮรีส จึงได้มารู้จักกับ สตู จนเกิดเป็นมิตรภาพขึ้นมา
หนึ่งในฉากนึงที่ผมชอบมากคือการแสดงความซื่อสัตว์ของ บอสติค
ที่แม้บุคคลิกภายนอกจะดูเป็นคนเจ้าเล่ห์และเหลี่ยมจัด
แต่พอเป็นการแข่งขันที่เดิมพันด้วยเกียติ์และศักดิ์ศรีของแชมป์เก่า
เค้าก็เล่นตามกติกาอย่างเคร่งครัด
ในช่วงท้ายหนังสะท้อนให้เห็นว่าชัยชนะจะไม่มีค่าอะไรเลย
หากปราศจากครอบครัว และคนที่เรารักร่วมแสดงความยินดีอยู่ข้างๆ
คงโดดเดี่ยวน่าดู เมื่อรู้ว่ามือซ้ายที่กำชัยชนะ
แต่มือขวากลับว่างเปล่าไม่มีมือของคนที่เรารักกุมไว้
เหมือนกับในตอนท้ายของ Real steal
ที่แม้ อะตอม จะไม่สามารถเอาชนะ ซุส ได้
แต่ชาลีก็ได้สิ่งมีค่าที่สุดที่ชื่อว่า ครอบครัว กลับมา
เป็นผู้แพ้ที่อาจมีค่ามากกว่าผู้ชนะ

 

#53 นกสวยที่สุดตอนไหน?

posted on 11 Jun 2013 08:24 by smileyfootprint in Wild-Life directory Idea
นกสวยที่สุดตอนไหน?
เมื่อหลายวันก่อนผมไปร่วมกิจกรรมดูนกในสวนสาธารณะมาครับ
แม้ผมจะชอบนกแต่กลับไม่เคยได้มีโอกาสออกมาเดินดูมันกับสองตาตัวเองเลย
ความสวยงามของมันไม่ต่างกับดาราในทีวี
ที่ตัวเป็นๆสีสันจริงๆ สวยงามกว่าในทีวีหรือจอแอลซีดีเยอะ
ความสวยงามของมันเรียกความตื้นเต้นได้ตลอดทริป
เป็นความรู้สึกเดียวกับที่เราได้อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย
แล้วจู่ๆก็มีเจ้ากระแตตัวน้อยๆหลงเข้ามาในวงล้อมนี้
ดูเหมือนจะผิดที่ ผิดเวลา แต่กลับเรียกรอยยิ้มและดึงความสนใจ
ของคนผู้เร่งรีบให้ชะลอฝีเท้าลง
ผมยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เจอเจ้ากระแตตัวน้อยๆ
ยามที่มันวิ่งไปบนสายไฟ หรือใต่ตามกิ่งไม้
ทั้งที่กระแตเป็นสัตว์ที่หาง่ายมาก
ผมว่าความรู้สึกนี้มันเหมือนกับเป็นสัญญานอะไรบางอย่าง
สัญญานที่บอกว่าผมห่างเหินจากธรรมชาติเกินไป
มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมลืมมองเพื่อนร่วมโลกหลายๆชนิด
เพื่อนร่วมโลกที่เป็นสัตว์ตัวเล็กๆเหล่านี้
พอลืมมอง ก็กลายเป็นความไม่ใส่ใจ
มากๆเข้าเราก็จะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
อันนี้ผมว่าเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวมาก
เพราะเราจะทำอะไร จะสร้างอะไร จะตัดอะไรก็ได้
ถึงมันจะล้มหายตายจากไปยังไงเราก็ไม่รับรู้ถึงผลกระทบอยู่แล้ว
 
 
ให้ลองคิดกันเล่นๆห้าบรรทัดว่า "1,000,000,000" คือตัวเลขของอะไร :D
.
.
.
.
.
เฉลย
มันคือตัวเลขสถิติของจำนวน "นก ที่บินชนกระจกของตึกสูงในประเทศอเมริกาในหนึ่งปี"
(อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งช็อคกับจำนวนของเลขศูนย์ไปซะก่อนนะครับ)
หรือแม้แต่กังหันลมสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าที่เราเรียกว่าเป็นพลังงานสะอาด
ก็บั่นชีวิตนกเฉลี่ยปีละ สี่แสนตัวเลยทีเดียวครับ
ปัญหานกชนกระจกปัญหาใหญ่ที่ไม่ได้มีเฉพาะในอเมริกา
ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกประเทศไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยครับ
ความรู้สึกของการไม่มีตัวตนมันส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิดเยอะเลย
เพียงแต่เราจะรับรู้หรือไม่เท่านั้นเอง
 
 
มีคำพูดในหมู่ของคนรักนกว่าไว้ "นกสวยที่สุดตอนบิน"
ผมว่าคำพูดนี้แฝงความรู้สึกอะไรบางอย่างไว้ในนั้น
นกอาจไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ในลำดับสูงสุดของสัตว์นักล่า
แต่ผมเชื่อว่าใครๆหลายคนยกให้นกเป็นตัวแทนของความมีอิสระและเสรีภาพ
ในตอนเด็กๆ คงมีหลายๆคนที่ถ้่าเลือกได้ ก็คงอยากเกิดเป็น นก (ผมก็คนนึงล่ะ)
คำว่า รักนก ในที่นี้ คงคล้ายกับความรักของคนหนุ่มสาวสมัยนี้น่ะแหละครับ
อยู่ที่ว่าใครจะนิยามแบบไหน
บางคนอาจนิยาม ความรัก คือการได้ดูแล เอาใจใส่ ให้กินอาหารที่ดี ได้เป็นเจ้าของ
บางคนขอแค่ได้เห็นมัน ได้เฝ้าดูอยู่ไกลๆ แม้ไม่ต้องครอบครอง ก็เรียกว่าเป็น ความรัก แล้ว
คงไม่มีความถูกผิดในนิยาม ก็แล้วแต่ใครจะมองแบบไหน
ถ้าเกิดว่าเราเกิดเป็นนกจริงๆ เราคงบอกได้ว่าแบบไหนที่ใช่
แต่ถ้าถามความรู้สึกผมตอนนี้
ผมว่า "นก สวยที่สุดตอนบิน" ก็เท่านั้นเองครับ
 
 
 
 
 
 
ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.savebird.com/Forum/index.php?topic=1571.0
https://www.facebook.com/BirdConservationSocietyofThailand?fref=ts

#52 ตัวหนังสือเต้นรำ

posted on 10 Jun 2013 05:14 by smileyfootprint in Idea directory Idea
ก่อนที่เราจะมีคอมพิวเตอร์ใช้กันเกร่อบ้านเกร่อเมืองขนาดนี้
ยุคก่อนหน้านี้คงต้องยกหน้าที่ให้เจ้าเครื่องพิมดีด
ผมโชคดีที่เกิดมาในยุคเปลี่ยนผ่าน
คือช่วงที่คอมพิวเตอร์มีราคาในระดับที่โรงเรียนสามารถซื้อหามาใช้ได้
แต่ก็ยังไม่สะดวกสะบายถึงขนาดใช้แทนพิมดีดได้
ผมเลยได้มีโอกาสได้ใช้ทั้งพิมดีดและคอมพิวเตอร์
พูดว่าใช้คงไม่ถูก เรียกว่า ลองสัมผัสผ่านๆ จะดีกว่า
เพราะเมื่อต้องทำรายงานทีไรก็ต้องกลับมาเขียนกันเหมือนเิดิม
การเขียนรายงานในสมัยที่ผมยังขาสั้นคอซองนั้น(รู้สึกว่าอันหลังจะไม่ใช่ - -)
ปัญหาอันใหญ่หลวงกลับไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาและข้อมูลที่จะเขียนลงไป
แต่มันคือจะเขียนยังไงให้อาจารย์อ่านออก!!
ในกรณีทำงานเป็นกลุ่มยังโชคดีมีหลายตัวเลือก
แต่ถ้างานเดี่ยวล่ะก็แทบจะคัดลายมือส่งกันเลย
ที่ตลกร้ายก็คือ อาจารย์ดันให้คะแนนลายมือด้วยนี่สิ
 
พูดถึงคัดลายมือ ผมไม่รู้ว่าในวิชาภาษาไทยช่วงวัยประถมศึกษาในตอนนี้ยังมีอยู่หรือไม่
(หวังว่ามีแทบเล็ตแล้วคงไม่ล้มหายสลายสสารไปไหน)
แต่สำหรับใครที่เคยผ่านมาแล้วคงรู้ถึงความน่าเบื่อและเมื่อยล้าของมันดี
ผมลายมือไม่สวย และ ผมก็ไม่ชอบการคัดลายมือ
ส่วนทั้งสองสิ่งนี้มันจะเกี่ยวกันหรือไม่คงต้องไปพิสูจณ์กันอีกที
 
ลายมือคนเราไม่เคยเหมือนกัน
เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลก แต่น่าคิด
เรามีลายมือที่แตกต่างกัน ทั้งๆที่เราคัดคำไทยจากแม่แบบเดียวกัน
การจรดปากกา การตวัด การทิ้งน้ำหนัก
ก่อให้เกิดเส้นบางหนา ลึกตื้น
จนกลายเป็นลายมือ ที่มีคุณสมบัติคล้ายขดDNA
ที่สามารถบอกหรือระบุตัวตนคนได้เลยทีเดียว
หลายสิ่งหลายอย่างในโลกใบนี้คล้ายกับการคัดลายมือ
ที่เกิดมาจากแม่แบบเดียวกันแต่ไม่เคยที่จะเหมือนกัน
เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลก แต่น่าคิด
 
 
มีท่อนนึงในหนังสือ ดาวหางเหนือทางรถไฟ เขียนไว้ว่า
 
"เครื่องบินไม่ได้ดีไปกว่ารถไฟไปเสียทุกอย่าง
เช่นเดียวกับที่อีเมลไม่ได้ดีไปกว่าไปรษณีย์ทุกเรื่อง
ผมเหมือนถูกตู้รถไฟไกวเปลตลอดเวลา
ลายมือบนโปสการ์ดก็เลยโอนเอนไปบ้าง
นั่นคงเป็นการถ่ายถอดความรู้สึกบนรถไฟแบบหนึ่งที่อีเมล์ทำไม่ได้"
 
มันคือการถ่ายทอดความรู้สึก ณ ขณะนั้นจริงๆ
อ่านแล้วก็อยากจะลองเอาโปสการ์ดที่ขายตามชายหาดจุ่มทะเลอ่าวไทยดู
เผื่อว่ามันจะมีกลิ่นไอทะเลติดออกมาถึงมือผู้รับบ้าง
หรือหากเรากำลังนั่งเขียนโปสการ์ดในอากาศช่วงหน้าหนาว
มือของเรามันคงจะเย็นจนเกร็งสั่น ตัวหนังสือก็เลยยึกยือ
แต่ผู้รับอาจจะแยกยากหน่อยว่า
ลายมือที่ยึกยือนี้ เป็นผลมาจากอากาศหนาวๆบนยอดดอยที่ไหนซักแห่ง
หรือมาจากแอร์ฉ่ำๆในรีสอร์ตหรูๆที่ไหนซักที่
หรือถ้าลายมือผมมันจะยึกยือไปบ้าง
คนที่อ่านก็คงจะสงสัยว่านี่เป็นผลจากความอ่อนหัดทางด้านการคัดลายมือ
หรือจริงๆแล้วมันกำลังเต้นรำอยู่กันแน่